กว่าจะเป็น 1 ใน 130 คน...พวกเราทำได้

ขอย้อนกลับไปตั้งแต่น้องอิงยังอยู่ในท้อง ได้ศึกษาหาข้อมูลในเว็บต่าง ๆ จนมาได้อ่านกระทู้เกี่ยวกับการสอบ เข้า ป.1 สาธิตเกษตรฯ ในทู้นั้นเพิ่งผ่านการสอบเข้ามาไม่นานและประกาศผลแล้วพ่อ-แม่ แต่ละคนก็มีความเห็นกันไปต่าง ๆ นา ๆ กับผลสอบของลูกตัวเองข้อมูลแต่ละอย่างที่ได้เสพในวันนั้นทำให้เกิดความคิด ใหม่เรื่องการเรียนของลูกขึ้นมา
ในทันที

จากข้อมูลที่ศึกษามา การเรียนการสอนของโรงเรียนระบบสาธิตจะมีเอกลักษณ์และหลักสูตรเป็นของตนเอง และที่สนใจสาธิตเกษตรมาก เพราะเราอยากให้ลูกค้นพบตัวเองว่าเค้าชอบอะไร อยากเป็นอะไร จะได้เลือกทางเดินชีวิตที่
ตัวเองต้องการได้ ซึ่งเราเชื่อว่าหากคนเราถ้าชอบ ถ้ารักในสิ่งที่ตนเองทำ จะทำได้ดีจะมีไฟ แล้วถ้าเค้าได้ทำในสิ่งที่รักและเป็นแหล่งรายได้ด้วยจะดีแค่ไหน

โรงเรียน สาธิตจะสอนให้เด็กกล้าแสดงออก และเรียนรู้ทักษะต่างๆ ด้วยตนเองผ่านกิจกรรมมากมาย ค่าเทอมถูกมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ได้รับและที่สำคัญใกล้บ้านด้วย เดินทางสะดวกถ้าได้เรียนที่นี่ก็จะเดินทางสบายไปอีก 12 ปีจนจบม.6 แต่หนทางที่จะได้เข้าไปนั่งเรียนในรั้วแห่งนี้ ช่างเป็นหนทางที่ยากลำบากทีเดียวจากอัตราการแข่งขันที่สูงมาก แต่ละปีมีเด็กที่ลงชิงเก้าอี้ในสนามนี้เกือบ 3,000 แต่รับแค่ 130 คน (สอบเข้าเอง) เท่านั้น!

จึงมานั่งทบทวนว่าจะสู้ศึกครานี้หรือไม่ หรือจะเลือกเรียนเอกชนใกล้บ้านดี ในที่สุดก็ตัดสินใจจะลงสู้ศึกสนาม
เอ็นทรานซ์ฟันน้ำนมนี้ดูสักตั้ง ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ค่อยหาที่เรียนที่อื่นเอา แต่ถ้าจะทำแล้วต้องทำเต็ม
100 จึงตัดสินใจ
เดินหน้า

จากการศึกษาข้อมูลเพิ่มว่าระบบสาธิตจะรับเด็กที่เกิดตามช่วงอายุที่โรงเรียนกำหนดให้เท่านั้น ตัดที่เดือน ธ.ค.
ของปีนั้น
ธ.ค. ปีถัดไป คำถามจึงมีขึ้นเมื่อน้องอิงเกิดวันที่ 3 พ.ย. 49 ถ้าเรียนตามเกณฑ์ควรจะต้องเข้าอนุบาล 1 ตอน 3.6 ปี (นับถึงพ.ค.) แล้วนับต่อไปอีกจะเท่ากับว่าลูกจะต้องไปสอบเข้าป.1 ตอนอยู่แค่ อ.2 แล้วอย่างนี้จะเอาวิชาความรู้อะไรไปสู้กับเขา

จึงมองหาโรงเรียนที่รับเด็กก่อนเกณฑ์ ทั้งนี้ เราดูลูกเราเป็นหลักว่าจะเรียนที่โรงเรียนนี้ไหวมั้ย เพราะค่อนข้างวิชาการพอสมควร เริ่มจากพริ้นท์แบบฝึกหัดง่ายๆ พวกโยงเส้นจับคู่มาให้ทำ ปรากฎว่าน้องอิงทำได้ และค่อนข้างมีสมาธิ
จึงคิดว่าไปไหว จึงไปจองที่เรียน อ.
1 และปลูกต้นรักการอ่านจริงจังให้ลูกตั้งแต่นั้น (ก่อนนั้น จับลูกนั่งตักอ่านหนังสือ
ให้ฟัง ชี้รูปตั้งแต่ยังเป็นเบบี๋) ซื้อนิทานเยอะมาก ใช้นิทานช่วยสอน ช่วยปรับพฤติกรรม ซึ่งได้ผลดี

น้องอิงเป็นเด็กอ.1 อายุ 2.6 ขวบ เท่านั้น ที่โรงเรียนแบ่งอายุเด็กตามเดือนเกิด น้องอิงจึงได้อยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นเด็กเล็ก เกิดปลายปีเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ไม่มีปัญหาด้านพัฒนาการ หรือโดนเพื่อนโตกว่าแกล้ง จากนั้น ก็เรียนตามระบบของโรงเรียนมาเรื่อยๆ น้องอิงเรียนหนังสือได้ดีติดท็อปไฟว์ในทุกภาคการศึกษา วิชาที่ค่อนข้างโดดเด่นคือ คณิตศาสตร์
ซึ่งเป็นวิชาไม้เบื่อไม้เมาของแม่มาก แต่ด้วยความเป็นแม่ที่ต้องการให้ลูกมีพื้นคณิตศาสตร์ที่แน่น จึงพยายามเล่นกับลูกโดยให้มีเรื่องของคณิตศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่เสมอ เช่น รูปทรง
, มากกว่า-น้อยกว่า, น้ำหนัก ฯลฯ

จากนั้นจึงเริ่มหาตัวช่วย, สำนัก ติวต่างๆ นั่นเอง เพราะไม่รู้จะสอนลูกอย่างไร ไปศึกษาหาแนวก่อนดีกว่า การหาข้อมูลจึงเริ่มขึ้นอีกครั้งและพบว่า สำนักติวกวดวิชาทั้งหลายที่ดังๆ ต้องใช้เวลาจองคิวประมาณ 2 ปี ถ้าต้องการให้ลูกได้เรียนกับติวเตอร์เจ้าของสำนักดังต้องจองตั้งแต่ลูกอยู่ ในท้อง! แม่เจ้า ตอนแรกคิดว่าโม้ แต่เป็นเรื่องจริง! จึงรีบโทรไปจองติดต่อตั้งแต่ลูกอยู่อ.1 นั่นแหล่ะ ตอนนั้น ก็ไม่รู้หรอกว่าดีไม่ดียังไง จองเอาสิทธิ์ไว้ก่อน โทรหลายสำนักเปรียบเทียบแล้ว สุดท้ายเลือกเรียน 2 สำนัก ที่แรกเป็นสำนักดังที่ติวเข้าจุฬา และอีกที่เชี่ยวชาญทางด้านข้อสอบเกษตร ทุกแห่งถามว่าลูกเกิดเดือนอะไร พอบอกว่า พ.ย. หลายคนถอนหายใจ เพราะตามเกณฑ์อายุสอบเข้าทั้งจุฬาและเกษตร เด็กที่เกิด พ.ย. เป็นเด็กเกือบเล็กที่สุด ของเกษตรจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มของเด็กเล็ก เป็นเรื่องที่หนักใจพอดู และอีกเรื่องที่หนัก
ไม่แพ้กัน ก็คือค่าใช้จ่ายในการติว
2 สำนักรวมเป็นเงิน 6x,xxx บาท! เอาไงดีหว่า เงินก็เยอะอยู่ แล้วถ้าติวแล้วไม่ติดล่ะ? คำตอบ ...เอาน่า ถึงไม่ติด อย่างน้อยความรู้ก็อยู่ในหัวลูกเรา ไปเริ่มป.1 ที่ไหนก็คงไม่ยาก เมื่อคิดได้อย่างนั้น ก็เดินเครื่องเต็มสูบ

จากที่เราเตรียมความพร้อมลูกเรามาบ้าง เพื่อไม่ให้ครูติวต้องหนักใจ และผลการเรียนของลูกก็โอเค พอเปิดเทอมอ.3 ลูกจึงต้องไปเรียนวันพุธบ่าย ไปฉกตัวลูกจากโรงเรียนแล้วไปส่งที่สำนักติว ซึ่งเป็นภารกิจที่หนักหนาทีเดียว เพราะพ่อ-แม่ทำงานประจำทั้งคู่ หลายครั้งที่เราแท็คทีมกันเสมือนวิ่งผลัดคู่ผสม บ่ายพ่อไปรับที่โรงเรียนเอาไปหย่อนไว้กับ
ครูติว ส่งไม้ให้แม่ต่อ ไปรับและฟัง
Brief จากครูติวแล้วพาลูกกลับบ้าน แล้วกลับมาทำงานต่อ (ได้อีก)

วันอาทิตย์ต้องออกจากบ้านตั้งแต่เที่ยงๆ เพื่อเดินทางไปเรียนไกลจากบ้านมาก เริ่มเรียนบ่าย 3 กว่าจะเลิก (รวม Brief ผปค.แล้ว) ก็เกือบ 6 โมงเย็น กว่าจะถึงบ้าน บางวันรถติดปาไปหนึ่งทุ่มปลายๆ เป็นปีที่เหนื่อยมากทั้งพ่อ-แม่-ลูก

>>> ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความอดทน ความรัก ความเห็นอกเห็นใจกันในครอบครัวมากขึ้นโขเลย

เท่า นั้น ยังไม่พอ วันที่ไม่มีติว แม่ก็จะติวลูกเอง เอาแบบฝึกหัดที่ได้มาจากแต่ละสำนักมาทบทวน และทำจากที่แม่พริ้นท์มา และจากแบบฝึกหัดเป็นเล่มๆ ที่มีขายอยู่มากมายในท้องตลาดมาให้ลูกทำสม่ำเสมอวันละ 1 ช.ม. คิดค้นหาวิธีเอง เมื่อลูกไม่เข้าใจ เอาของเล่น + สารพัดเทคนิคที่แม่มันจะสรรหามาอธิบายลูกได้ เป็นอย่างนี้ตลอด 1 ปี

>>> ผลลัพธ์ที่ได้คือ ต้นวินัยปลูกอยู่ในตัวลูกเราแล้ว เขาจะรู้เวลา, หน้าที่ว่าจะต้องทำการบ้านแล้วนะและเกิดความศรัทธาในตัวแม่ หากจะสอนอะไร เขาจะฟังเพราะเชื่อและศรัทธาในตัวเราแล้ว

อย่า เพิ่งคิดว่าที่ทำนี่ เครียดมากนะคะ ไม่เลย เราทำสม่ำเสมอแต่ทุกๆ วัน นอกจากนี้ เราพาลูกเที่ยวค่ะ เที่ยวกระจาย เพราะในเด็กเล็กจะเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น อะไรที่ไม่เห็นมักจะไม่เชื่อว่ามันมีอยู่จริง เลยพาเที่ยววัด, วัง, ตลาดสด, ทะเล, ภูเขา, ท้องนา, พิพิธภัณฑ์ต่างๆ แม้แต่งาน OTOP ยังไปเลยค่ะ มีประโยชน์นะคะ ได้เห็นอุปกรณ์เครื่องมือในการประกอบอาชีพต่างๆ, การแปรรูปอาหาร ฯลฯ

>>> เที่ยว ด้วย สอนด้วย ลูกจึงเป็นเด็กที่มีความรู้รอบตัวค่อนข้างดี (อันนี้ครูชมมาค่ะ) ทั้งนี้ เพราะทราบมาว่า ข้อสอบสาธิตเกษตรออกได้ครอบจักรวาลมาก รู้เยอะๆ เข้าไว้ ย่อมได้เปรียบกว่าคนที่ไม่รู้ ใช่มั้ยคะ

เรื่อง วิชาการไปแล้ว เที่ยวไปแล้ว ยังไม่ครบค่ะ ต้องฝึกการฟังด้วย เพราะเด็กจะยังอ่านไม่คล่อง ฉะนั้น ตอนสอบอาจารย์จะเป็นผู้อ่านโจทย์และคำตอบให้เด็กฟังค่ะ ต่อให้เด็กเก่ง ฉลาดอัจฉริยะแค่ไหน แต่ถ้าไม่ฟังโจทย์ ก็จบค่ะ

จาก ที่เกริ่นไปว่า ได้ปลูกต้นรักการอ่านให้ลูกไว้แล้วตั้งแต่เล็กๆ น้องอิงจึงชอบหนังสือค่ะ เรายินดีที่จะซื้อหนังสือนิทานให้ลูกเสมอถ้าเขาอยากได้ แล้วเราจะกลับมาอ่านด้วยกัน แรกๆ ก็อ่านให้ฟังเฉยๆ จากนั้นก็เริ่มถามเนื้อเรื่องในนิทาน ตั้งเป็นคำถามปลายเปิด เช่น ใคร, ทำอะไร, ที่ไหน, อย่าง ไร แรกๆ ก็ตอบได้มั่งไม่ได้มั่ง จากนั้นลูกจะเริ่มเข้าใจไปเอง ว่าต้องฟังอย่างไร จับใจความสำคัญอะไรบ้าง ถึงจะตอบคำถามแม่ได้ จากนั้น ก็พัฒนาขึ้นไปอีกขั้น ให้ลูกเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้าง แน่นอนว่าลูกไม่ได้คิดแค่คำถาม แต่ต้องคิดคำตอบด้วยได้ประโยชน์เบิ้ลขึ้นเป็น 2 เท่าค่ะ

>>> ผลลัพธ์ที่ได้คือ จับใจความสำคัญ, สรุปประเด็น จะมีผลเมื่อลูกเรียนในระดับประถมที่ต้องฟังอาจารย์สั่งงานและฟังการเรียนการสอน

เวลาว่างอย่าปล่อยให้มันผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เราชอบคิดคำถามความรู้รอบตัวมาถามลูกโดยมี choice ให้เลือก เช่น ระหว่างรถติดไฟแดง ก็อาจจะถามว่าสัญญาณไฟแต่ละสีมีความหมายว่าอย่างไร, ป้ายจราจรป้ายนั้นนี้ บอกอะไร, ทะเบียนรถคันข้างหน้าจังหวัดอะไร (ถ้าเริ่มสะกดได้แล้ว), บวกเลขป้ายทะเบียนรถ, หรือนั่งรถไปต่างจังหวัด (พาเที่ยวนั่นแหล่ะ) ผ่านอะไรตามข้างทาง ก็นำมาถามเลยค่ะ ถ้าลูกถามเรา และคำตอบของลูกมี choice ให้เลือกด้วย ภูมิใจได้เลย ว่าลูกมีพัฒนาก้าวขึ้นไปอีกขั้น เพราะต้องคิดถึง 3 ชั้นทีเดียว

มีอยู่ครั้งหนึ่งเป็นวันหยุดยาว รถติดตั้งแต่หัวหินเข้ากทม. ผลัดกันถามคำถามอยู่ 3 ชม. คิดจนไมเกรนขึ้น
จนต้องบอกว่าแม่ยอมแพ้ สนุกดีค่ะ

>>> ผลลัพธ์ที่ได้คือ ฝึกการตั้งคำถาม ลูกจะได้ทักษะการใช้ภาษาไทยที่ดีขึ้น, คิดนอกกรอบ,
ได้ความคิดสร้างสรรค์, ได้ลองภูมิลูก และได้เสียงหัวเราะ ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่แน่นแฟ้นขึ้น

ช่วงแรกๆ ที่ติว น้องอิงยังไม่เข้าตาติวเตอร์ คะแนนไม่เคยท็อป เกาะกลุ่มบนๆ อยู่ ผ่านไปสัก 3-4 เดือน ก็เริ่มเข้าตาสำนักเกษตร ถึงขั้นอวยซะแม่ตัวลอยตอนฟัง Brief เลยทีเดียว ทำให้มีกำลังใจขึ้นมาก คิดว่ามาถูกทางแล้วที่สอนลูกแบบนี้ ส่วนสำนักทางจุฬาเป็นเชาวน์ที่ค่อนข้างยาก คะแนนก็ทรงๆ ทรุดๆ มาเรื่อยๆ แต่เราไม่เคยกดดันลูกเลย เพราะ
รู้ว่าเป็นแนวของจุฬา ไม่ใช่เกษตร ซึ่งลูกถนัดทางเกษตรมากกว่า (ถึงได้เข้าตาสำนักนี้ไง) ขอแค่ทำคะแนนเกาะกลุ่มไว้เป็นพอ แต่จะไปเน้นใน
part ที่เป็นแนวเกษตรเช่น เงิน, คำนวน, ความรู้รอบตัว, ภาษาไทย ฯลฯ ส่วนใน part ที่เป็นเชาวน์จ๋าๆ ก็สอนให้เข้าใจคอนเซ็ปจะได้เอาไปหากินในห้องสอบ เอาตัวรอดได้เป็นพอ ไม่ต้องถึงขั้นเชี่ยวชาญก็ได้ลูก

พอปลายๆ ปี จะมีสารพัดโรงเรียนและสำนักติวที่เปิดสอบทั้ง pretest และสอบเข้าจริง ตอนนี้แหล่ะจะได้ประลองฝีมือในยุทธจักรแล้วว่าลูกเราเป็นหนึ่งในตองอูกับเขาหรือไม่ สนามแรกเลยที่ประกาศรับสมัคร pretest เป็นสำนักติว
แถวลาดพร้าว พ่อ-แม่-ลูก ไปด้วยความหวังเต็มเปี่ยม (โดยเฉพาะแม่มัน)

ลูกไปถึงเร็ว เพราะคืนก่อนหน้านั้น ฝนตกหนักมาก รัชดา, ลาดพร้าว น้ำท่วม การจราจรเป็นอัมพาต ทำให้คนมาสายกันมาก และด้วยความที่มาเร็ว จึงได้เล่น เล่น และเล่น ส่งผลให้เข้าห้องสอบไปแบบลิงโลดสุดขีด พอผลสอบออกมา แม่มันถึงกับหน้าเสีย เพื่อนที่ไปด้วยเข้าหน้าไม่ติด ลูกเห็นอาการแม่ก็เหวี่ยงได้อีก เราไม่ตำหนิหรือบ่นลูกแม้แต่คำเดียว คะแนนเต็ม 70 ได้ 51 จากที่ (แม่) หวังไว้สูงลิบ 60 น่าจะได้ เหอๆๆ พอได้มาประลองฝีมือจากเทพๆ สำนักอื่น ถึงกับหงายเงิบไป แต่สุดท้ายก็ยังสอบติดเป็นคะแนนสุดท้ายได้เรียนฟรีที่นี่ช่วงปิดเทอม

>>> บทเรียน (ราคาแพง) จากสนามนี้คือ อย่าคาดหวังลูกมากเกินไป หากผิดหวัง ต้องรู้จักคุมสติ
ทำสีหน้าให้ปกติ เพราะเด็กเล็กๆ สัมผัสได้ถึงอารมณ์คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้อย่างละเอียดทีเดียว
และได้รู้ว่า
เด็กเทพมันเป็นยังไง

จากนั้น ก็เกิดเหตุการณ์มหาอุทกภัย บ้านเราก็อินเทรนด์โดนเต็มๆ กับเขาด้วย ต้องอพยพไปอยู่บ้านญาติที่อัมพวา คว้าแบบฝึกหัดติดมือไปได้แค่ 5-6 เล่ม ก็ต้องรีบหนีน้ำแล้ว พอไปถึงที่นู่น ญาติผู้ใหญ่หลายท่านก็เอาใจหลาน พอเราหยิบหนังสือขึ้นมาติว และบอกถึงเป้าว่าจะสอบสาธิตเกษตรนะ แรกๆ ก็อือๆ ออๆ กันไป พอหยิบมาติวเข้าวันที่ 3
ญาติผู้ใหญ่ทั้งหลาย ก็เริ่มทักท้วงทันที
จะเอาอะไรกันนักกันหนา เด็กตัวแค่เนี้ย ยังเรียนอนุบาลอยู่เลย

เฮ้ยยย ไรเนี่ย ทำเอาเราเซ็งไปเลย จะไปค้านก็กระไร ไปอาศัยบ้านเขาอยู่ แถมลูกได้ยินเข้า ก็ตีปีกพั่บๆ มีคนถือหางแล้ววว แม่ก็ทำไรเราไม่ได้ หุ หุ ........ ทำให้โครงการติวเรียกได้ว่า ไม่กระดิกเลย .......

ทำไงดี หาวิธีสอนแบบอ้อมๆ ไม่ให้ญาติๆ รู้ตัว เอาเม็ดมะขามมานับ แบ่งกลุ่มให้เท่าๆ กัน, เพิ่มขึ้น-ลดลงทีละ 2 เท่า ตกบ่ายพาตัวแสบเข้าไปเล่นในสวนลิ้นจี่ ชี้นกชมไม้ สอนถึงเรื่องดิน พื้นล้มลุก, ยืนต้น, น้ำขึ้น-น้ำลง (บ้านอยู่ติดคลองเลย), ปลาช่อนออกลูกเป็นไข่นะ พอฟักเป็นตัวแล้วแม่มันจะคอยดูแลลูกอยู่ใกล้ๆ (มีตัวอย่างของจริงให้ดูเพียบๆ)
และอีกบลาๆๆๆ .......

เอา น่ะ ไม่ได้ทฤษฎีก็ใส่ข้อมูลจริงเข้าไปแทนล่ะกัน ....... แต่การติวก็ดำเนินไปแบบกระท่อนกระแท่น เราและสามีต้องตีรถกลับมากทม.สัปดาห์ละ 1-2 วันเพื่อมาทำงาน (อันแสนจะลำบาก) และดูบ้านว่าน้ำลดบ้างมั้ย ทิ้งลูกไว้กับญาติๆ ที่โน่น เป็นอย่างนี้ตลอด 1 เดือนที่น้ำท่วม......... เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่จำไม่ลืมเลยทีเดียว

กว่าน้ำจะลด และชีวิตกลับมาดำเนินตามปกติได้เกือบ 2 เดือน (ที่ว่างเปล่า) กลับมาตั้งกระบวนรบ เคาะสนิมกันใหม่ จากนั้นก็ตระเวนสอบจริงอีกหลายสนาม คือ สาธิตสวนสุนันทา = ติด (สละสิทธิ์), ประชานิเวศน์ = ติดเป็นอันดับที่ 19 จาก 100 กว่าคน (ไปมอบตัว) และราชวินิต = แป้ก

อยากจะพูดถึงอีกสนามหนึ่ง, pretest ประสานมิตร ที่เลื่อนจากปลายปี 54 เพราะเหตุการณ์น้ำท่วม มาสอบต้นปี 55 ลูกทำคะแนนได้แค่ 55.xxxx ได้อันดับที่ 534 หรือ 543 จำไม่ได้แม่น ดีกว่าเดิมที่ทำไว้ตอนอ.2 แค่ 4 คะแนน แม่มันก็แอบเซ็งอีก แต่ไม่บอกให้ลูกฟัง เพราะได้บทเรียนจากสนามแรกไปแล้ว กลัวลูกจะเหวี่ยงและหมดกำลังใจ แต่ถ้าเค้าถาม ก็บอกความจริงนะคะ (ราชวินิต เค้าถาม เราก็บอกว่าไม่ติด) อย่างน้อยก็สร้างภูมิให้ลูกได้ค่ะ แต่ต้องอธิบายเหตุผลตามไปด้วย

ขนาดไม่บอกนะ ลูกก็ยังได้ยินเราคุยโทรศัพท์กับแม่ๆ เพื่อนลูกที่เค้าติด 1 ใน 100 ทำให้เขา drop ลง ไปเลย คิดว่า
ตัวเองไม่เก่ง มีพฤติกรรมถดถอย ช่วงนั้นแย่เลย อีกแค่เดือนกว่าๆ ก็จะสอบจริงแล้ว ทำยังไงดีถึงจะทำให้ลูกคืนฟอร์มกลับมาได้ ครูติว (แนวเกษตร) ถึงกับเครียด เพราะคิดว่าน้องอิงมีสิทธิ์ลุ้นมากๆ แต่มาแป้กเอาโค้งสุดท้ายนี้ ต่างหาวิธีแก้กันสุดฤทธิ์ด้วยความที่ติวลูกเองทุกวัน ทำให้เรารู้จักลูกเราดีว่าเค้ามีนิสัยอย่างไร ต้องจับจุดให้ถูก แก้ปัญหานี้ให้เร็วที่สุด น้องอิงเป็นเด็กที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง แต่ตอนนั้นไม่ยอมคิด ไม่ยอมกาคำตอบ ประหม่าไปหมด ต้องคอย
cheer up ตลอด ให้กำลังใจกันสุดๆ ชมเยอะๆ พาไปเที่ยวต่างจังหวัด แบบฝึกหัดพักไว้ก่อน เอาจิตใจลูกก่อน ต่อให้ความรู้เต็มหัว แต่กำลังใจทำข้อสอบไม่มี ก็เปล่าประโยชน์ ........... ลูกค่อยๆ ดีขึ้น ค่อยๆ กลับมาเป็นคนเดิม กลับมาท็อปฟอร์มอีกครั้ง ท่ามกลางกองเชียร์ที่ลุ้นกันใจหายใจคว่ำ

>>> บทเรียนราคาแพง (กว่า) เพิ่งเรียนรู้ว่าเด็กๆ นี่ sensitive ง่ายมาก ในการรับความรู้สึก, คำพูดจากพ่อ-แม่ ยิ่งใกล้สอบเท่าไร อาการต่างๆ มักจะออกมา บางคนเบื่อทำแบบฝึกหัด, บางคนล้าหรือแอนตี้
ไปเลย เราคนเป็นพ่อ-แม่ยิ่งต้องคอยจับสังเกตุอาการลูก ควรหยุดพาเค้าไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดช่วงโค้งสุดท้ายนี้คือ ใจของ เด็กน้อยค่ะ เด็กยังไงก็คือเด็ก อย่าไปคาดหวัง หรือกดดันอะไร
มากจนเกินไป อยากให้กอด หอมเค้าให้มากๆ พูดให้กำลังใจ บอกถึงวัตถุประสงค์ที่ทำไมเราต้องติว ทำไมเราได้เล่นน้อยกว่าคนอื่น เด็กๆ เข้าใจเหตุผลต่างๆ ค่ะ เค้าเป็นผู้ใหญ่ตัวเล็กเท่านั้นเอง ค่อยๆ ทำอย่างสม่ำเสมอ เหนื่อยนัก
ก็พักบ้าง หายเหนื่อยก็สู้ต่อค่ะ

และแล้ววันหยุดปิดเทอมก็มาถึง เนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม ทำให้โรงเรียนปิดภาคเรียนช้ากว่าปกติ ซึ่งตอนแรก
เรากับสามี วางแผนว่าจะสลับกันลาหยุด เพื่อดูแลลูกเอง
2 สัปดาห์ก่อนสอบ เพราะว่าถ้าปล่อยให้อยู่กับย่า + ยาย
อาจจะเสี่ยงเกินไปกับการเจ็บป่วย เนื่องจากท่านๆ รักหลานมาก ตามใจทุกอย่าง จะกินอะไร ได้กิน จะเล่นอะไร
ได้เล่น เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ชวนปวดหัวได้ เช่น ท้องเสีย
, ไม่สบายเป็นไข้หวัด (เคยเกิดขึ้นแล้วในอดีตช่วงปิดเทอม) ลูกได้หยุดก่อนสอบแค่ไม่กี่วัน แต่ต้องไปเรียนคอร์ส intensive ที่ลงไว้ตั้งแต่แรกที่สำนักจุฬา เป็นเวลา 10 วัน

ถ้านับแล้ว จะเสร็จสิ้นวันก่อนสอบพอดิบพอดี สอบวันที่ 3 เม.ย.55 แต่เรียนวันสุดท้าย 1 เม.ย.55 ประกอบกับเวลานั้น เป็นช่วงงานของแม่ยุ่งถึงขั้น peak ต้อง ทำงานทุกวันไม่มีวันหยุดติดต่อกันเกือบครึ่งเดือน ออกจากบ้านสายๆ กลับมาลูกก็หลับแล้ว แน่นอนว่าแทบจะไม่ได้พูดคุยกับลูกเลย เห็นหน้ากันน้อยมาก แม่ต้องฝากความหวังไว้กับพ่อเท่านั้น

ช่วงนั้นสามีอึดและสู้เพื่อลูกสุดๆ ไปรับ-ส่ง วิ่งรอกกลับมาทำงาน ตลอด 7-8 วันของ intensive course เราตัดสินใจ
ทิ้งเงิน
2,000-3,000 บาท งดให้ลูกไปเรียนวันท้ายๆ เพื่อต้องการให้ลูกพักผ่อน อยากเล่นอะไรเล่น ไม่ต้องทำแบบฝึกหัดอีกต่อไป ใช้วิธีสอนแบบอ้อมๆ แทน เช่น เล่นเกมส์เศรษฐี, โดมิโน, ไพ่, จิ๊กซอ และถาม-ตอบปากเปล่าแทน
ทั้งหมดนี้ เราเตรียมให้พ่อไว้เล่นกับลูก

ยอมรับว่าช่วงนั้นเครียดมากๆ ทั้งงาน ทั้งลูก ถึงขั้นถอดใจก็มี อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด หมดแรง ไม่สามารถจะ hold ภาระ หนักอึ้งทั้งสองอย่างไว้บนบ่าเราได้ ต้องปล่อยให้พ่อเค้าเป็นคนดูแลแทน คิดว่าที่ผ่านมาเราทำดีที่สุด เต็มที่เท่าที่แม่คนหนึ่งจะสามารถทำได้แล้ว ก็ปล่อยวางค่ะ

3 เม.ย.55 วันที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง จะว่ารอก็รอ เพราะมันจะได้เสร็จสิ้นสักที เหนื่อยเหลือเกิน แต่จะว่าหวาดหวั่น
กับการมาถึงของวันนี้ก็ใช่ ใจคอไม่ค่อยดี คืนก่อนหน้านั้น ครอบครัวเรามานอนกันที่
K.U. Home โรงแรมในม.เกษตร เพื่อเลี่ยงปัญหารถติด, ไม่มีที่จอดรถ รวมถึงเรื่องอาหารเช้าของลูก

พ่อพาลูกมา check in ตั้งแต่ บ่าย แน่นอนว่าเรายังคงต้องไปทำงาน ย้ำพ่อว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องสอบนะ ทำตัวสบายๆ ดูแลอาหารการกินของลูก กินแต่อาหารง่ายๆ เดิมๆ พวกข้าวไข่เจียว แกงจืด กลัวว่าลูกจะท้องเสีย ท้องอืด (ท้องไส้ลูกค่อนข้างไวกับอาการอาหารไม่ย่อย) กว่าเราจะได้เห็นหน้าลูกก็เกือบ 4 ทุ่มของคืนนั้น แน่นอนว่าลูกหลับแล้ว
แต่แม่ล่ะ จะหลับลงหรือ
?

บอก สามีว่าแว๊บลงไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในม.เกษตรกันเถอะ (ไปบนมาก่อนหน้านั้นแล้ว) อยากจะขอท่านให้รับ
ลูกเราเป็นศิษย์อีกสักครั้ง แต่จริงๆ แล้วแม่ต้องการที่พึ่งทางใจต่างหากลูกเอ๋ย สองคนพ่อ-แม่ไปไหว้กันอย่างว่อง
แม่ขอเข้าไปคนเดียว จำได้ว่าตอนนั้น พูดไปได้ไม่กี่ประโยคก้อนสะอื้นก็ติดคอ (พูดออกเสียงด้วย กลัวท่านไม่ได้ยิน)
พูดไปน้ำตาก็หยดแหมะไป มันคงเป็นความเครียดความวิตกกังวล ที่เวลากำลังเดินหน้าให้ใกล้เวลาสอบเข้ามาทุกที อีกไม่กี่ชั่วโมงแล้วสินะ ที่เราฝึกลูก หาข้อมูล ทำทุกอย่างมาทั้งปี มันกำลังจะเกิดขึ้น......

กลับ มาที่พัก ลูกยังหลับไม่รู้เรื่อง อีกสักพักพ่อก็หลับตามลูกไปอย่างง่ายดาย ทิ้งให้แม่นอนตาแป๋ว พลิกซ้ายก็แล้ว ขวาก็แล้ว ไม่หลับ จนเกือบสว่างจึงวูบหลับไปได้ เราปล่อยให้ลูกนอนหลับเต็มที่ ไม่ปลุกเค้าแต่เช้า ลูกเริ่มงัวเงีย
ตื่นมาเองตอนประมาณ
7.00 อาบน้ำ แต่งตัวด้วยชุดนักเรียนเหมือนกับสนามก่อนๆ เพราะเชื่อว่าชุดนักเรียนเป็นชุด
ที่มีความขลังในตัวเอง และลูกชินกับการถอด-ใส่กางเกงเอง หากต้องไปห้องน้ำคนเดียวระหว่างสอบ

พอแต่งตัวเสร็จ เราก็นั่งย่อตัวลงไปพูดกับลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่จริงจังว่า สิ่ง ที่เราทำมาทั้งหมด ก็เพื่อวันนี้
แม่อยากให้ลูกทำให้เต็มที่ ตั้งใจฟังคุณครู จะสอบได้หรือไม่ได้ไม่เป็นไร ยังไงพ่อกับแม่ก็รักหนู ขอแค่หนูทำให้สุด
ความสามารถเท่านั้นพอ แม่รักลูก

จากนั้นลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร อารมณ์เหมือน nursery ก็ ไม่ปาน มีเด็กๆ วิ่งเล่นกันเจี๊ยวจ๊าว แน่นอนว่าเป็นครอบครัวที่คิดเหมือนเรา เลือกที่จะใช้บริการโรงแรมแห่งนี้ เช้านั้นลูกทานได้เยอะกว่าปกติ แม่แอบดีใจ กลัวลูกจะหิว เพราะคาดว่ากว่าจะปล่อยตัวลงมาน่าจะเกินเที่ยงวันแน่นอน จากนั้นก็เดินทางไปสาธิต จะนั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้าง
ก็ไม่มีสักคัน รถติดมากในม.เกษตร วุ่นวายไปหมด เลยตัดสินใจเดินไปก่อน แล้วค่อยไปหามอไซค์เอาข้างหน้า
แต่ไม่มีเลย จากเดินเริ่มกลายเป็นวิ่ง พ่ออุ้มลูกวิ่ง ลูกสนุกใหญ่เหมือนเล่นขี่ม้าส่งเมือง

มา ถึงหอบแฮ่กๆ รีบรายงานตัวในเต็นท์ที่แสนจะร้อนระอุ พัดๆๆๆ เหงื่อลูกผุดออกมาเต็มหน้าผาก หัวเริ่มแฉะ
แต่โชคเข้าข้างเมื่ออาจารย์เห็นว่าเด็กๆ ห้องนี้พร้อมแล้ว จึงให้เดินขึ้นตึกเป็นห้องแรก แม่เดินตามแถวลูกอยู่ข้างๆ
คอยส่งยิ้มและชูหัวแม่โป้งให้ เป็นสัญลักษณ์ว่า
สู้ๆ เจ้าเยี่ยมมากเลยไอ้ลูกชาย

ส่งลูกขึ้นห้องสอบไปแล้ว หน้าที่ของเรา, พ่อ-แม่ เสร็จสิ้นสมบูรณ์แค่ตรงนั้น จากนั้นเป็นหน้าที่ของลูก ที่เจ้าต้องใช้สติ-ปัญญา ความสามารถที่เจ้าฝึกปรือมาช่วยแก้ปัญหาให้เจ้าเอาตัวรอดได้ในห้องสอบเอง แล้ว พ่อ-แม่ เดินกลับที่พัก จะว่าโล่งก็โล่ง จะว่าเป็นห่วงก็เป็นห่วง บอกไม่ถูก แต่ที่แน่ๆ ดีกว่าเมื่อคืนที่รู้สึกว่าจิตใจหนักอึ้งไปหมด เหมือนกับ
ได้ยกภูเขาลูกโตออกจากอกไปแล้ว กลับมาเก็บของ รอเวลาไปรับตัวแสบ

เกือบๆ เที่ยงมาถึงโรงเรียนอีกครั้ง โอ้วววว บรรยากาศตอนนั้น หนักกว่าตอนเช้าอีก คนล้านเจ็ดมากันเต็มไปหมด อากาศร้อนอบอ้าวสมกับเป็นเดือนที่ร้อนที่สุดในประเทศไทย ไม่มีที่นั่ง บ้างยืน บ้างนั่งตรงฟุตบาธ ได้เจอกับพ่อ-แม่ของเพื่อนๆ ลูกหลายคนก็คุยๆ กันฆ่าเวลา ได้ยินกลุ่มอื่นเค้าคุยกันไปต่างๆ นาๆ บางคนก็พูดว่า มั่นใจเต็มร้อยว่า
ได้แน่ๆ ไม่พาลูกไปสมัครที่อื่นสำรองไว้เลย
” “รู้งี้ ให้เรียนก่อนเกณฑ์แล้ว อยู่อ.2 จะเอาอะไรไปสู้กับอ.3 ”
และอีกมากมายบลาๆๆๆ

เที่ยง ครึ่ง มีเสียงประกาศว่าให้ไปรอรับลูกที่ใต้ตึกที่ลูกขึ้นไปสอบ ต้องยื่นบัตรรับตัวเด็ก ซึ่งวุ่นวายมาก เห็นเด็ก
เข้าแถวมานั่งรอกันอยู่ใต้ตึก บ้างร้องไห้อยากกลับบ้าน บ้างคึกคัก บ้างซึมจ๋อย เราเห็นลูกแล้ว แต่กว่าจะได้ตัวมากอด รอนานเหลือเกิน คำถามแรกที่ถามลูก เหนื่อยไหมครับ หิวมั้ย แม่เตรียมน้ำส้มเย็นๆ กับขนมมาให้ เราจะถามลูก
ด้วยคำถามนี้เสมอๆ รอให้เค้าผ่อนคลายลงก่อน แล้วค่อยถามหรือรอให้เค้าเล่าเองว่าทำได้มั้ย ข้อสอบออกอะไร

พอได้น้ำส้มเข้าไป ลูกดูสดชื่นขึ้น

จากนั้นลูกก็บอกว่า แม่ๆ น้องอิงทำผิดน้อยพร้อมกับแววตามั่นใจ

เหรอคะ แล้วผิดกี่ข้อลูกที่บอกว่าน้อย

แค่ 7-8 ข้อเอ๊ง” ............ แม่ แทบล้มทั้งยืน มีอาการวิงเวียน คล้ายจะหน้ามืด

แต่หนูทำสุดความสามารถของหนูเลยนะโอ้วววว เหมือนเสียงสวรรค์ ลูกพูดพร้อมกับหน้าตาที่บอกว่าทำเต็มที่แล้วจริงๆ

เท่า นั้นแหล่ะ ความวิตกกังวล ที่บอกว่าจะโล่งก็ไม่โล่ง มันหลุดออกจากใจเรา ณ วินาทีนั้นเลย ซาบซึ้งในคำพูดลูกมาก ลูกคงทำอย่างที่เค้าพูดจริงๆ (สนามที่ผ่านมา ลูกไม่เคยพูดประโยคแบบนี้เลย
และเค้ารู้ว่าสนามนี้คือ ของจริงเค้ารีดพลังของเขาออกมาได้จริงๆ)

ลูก...ได้ เข้าไปทำหน้าที่ของลูกเสร็จสมบูรณ์แล้ว ทุกอย่างสิ้นสุดแล้ว เรากลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว ลูกก็บอกแล้วว่าทำเต็มที่สุดความสามารถแล้ว ในเมื่อมันสุดๆ ไม่มีขั้นกว่า ก็ไม่มีเหตุอันใดให้กังวลอีกต่อไป
นาทีนั้น ถ้าลูกไม่ติดก็ไม่เสียดายเลย ไม่เสียใจกับสิ่งที่ได้ทำมาทั้งหมด

เอ็นทรานซ์ฟันน้ำนม ............. สนามสอบเข้าสาธิตเกษตร เป็นสุดยอดประสบการณ์ของครอบครัวเราเลย
เราคิดอย่างนี้จริงๆ

จาก นั้น เป็นช่วงเวลาของการรอวันประกาศผล เราเฉยๆ ยังคงทำงานอย่างไม่มีวันหยุดต่อไป ข้อดีของงานยุ่งที่ค้นพบคือ ทำให้เราลืมๆ เวลา ไม่ลุ้นมาก ผิดกับสามีที่คอยนับถอยหลังอยู่นั่นแหล่ะ เดี๋ยวๆ ก็มาบอกว่าเหลืออีก 5 วัน,
อีก 3 วัน เฮ้อออ จะพูดให้นึกถึงทำไมเนี่ยยยย ปีนี้ประกาศผลวันสงกรานต์เลยทีเดียว

13 เม.ย.55 วันชี้ชะตา (ขนาดนั้นเลย) แน่นอนว่า นอนไม่หลับ 5555 ทั้งพ่อ-แม่ ส่วนเจ้าตัวหลับปุ๋ยไม่รู้เรื่อง แทบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ เพราะตั้งแต่สอบเสร็จ เอาแต่เล่น เล่น แล้วก็เล่น ลั่ลล๊ามาก ไม่ต้องทำแบบฝึกหัด
อยากกินไรได้กิน อยากนอนดึกได้นอน อยากดูตูนได้ดู ..............

ย้อนกลับมาคืนวันที่ 12 เราหลับไปแล้วฝัน ในฝันเรามองหาชื่อลูกบนบอร์ด แต่หาเท่าไรก็หาไม่เจอ ทำไมบอร์ดมันเยอะอย่างนี้ สุดท้ายแม่เรามาบอกว่าหลานสอบติดแล้ว เราร้องไห้ดีใจสุดๆๆๆ ในฝันนะ ตื่นขึ้นมาตอนตี 2 ครึ่ง อยากให้ฝันเป็นจริงมากกก ข่มตาให้หลับต่อ ก็ไม่หลับ มาเคลิ้มวูบไปอีกทีตอนไหนไม่รู้ๆ แต่สามีมาเรียกให้ไปอาบน้ำ ตอนนั้นประมาณตี 5 สามีบอกว่านอนไม่หลับตั้งแต่ตี 4 อ้าววว แล้วไมไม่ปลุกจะได้ไปส่องบอร์ดกันเลย
เราเตรียมไฟฉายไว้พร้อมแล้ว จะได้เห็นกันจะจะว่ามี หรือไม่มีชื่อลูก

ก่อน ไปอาบน้ำ เราเปิดโทรศัพท์มือถือ เผื่อว่าครูติวของลูกจะโทรมาแจ้งข่าวดี จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำ อาบเกือบเสร็จ
ก็มีเสียงเคาะประตู ปึ้งๆๆๆๆ รัวๆๆๆ ใจเราตอนนั้น ดีใจวาบเลย รีบเปิดประตู สามียืนถือโทรศัพท์ ยิ้มกว้าง แล้วพูดว่า

ครูโทรมาถามว่า คุณพ่ออยู่ที่ไหนคะ ถึงเกษตรหรือยัง

สามี ยังครับ กำลังจะไป

ครู.... ยินดีด้วยนะคะคุณพ่อ น้องอิงสอบได้ค่ะ

โอ๊ยยย เรากระโดดตัวลอย จับมือกับสามี เย้ๆๆ ติดแล้วๆๆ พวกเราทำได้

จากนั้น เรารีบวิ่งขึ้นไปบอกคุณยาย แม่ๆ น้องอิงสอบติดสาธิตเกษตรแล้ว ครูโทรมาบอก

แม่เรา ตกใจ ผวาลุกขึ้นมานั่ง เอามือทาบอก ติดหรอๆ ดีใจๆๆ เจ้าประคู๊ณณยกมือไหว้พระ

เรารีบแต่งตัวเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ อยากรีบไปเห็นชื่อลูกว่ามีบนบอร์ดจริงกับตาตัวเอง

สามี ขับรถเร็วมาก เราต่อสายหาครูติวอีกที ถามย้ำว่าคุณครูไม่ได้ดูชื่อผิดนะคะ อิงคพันธุ์จริงๆ นะคะ
นาทีนั้นเบลอไปหมด ไม่อยากจะเชื่อว่าเราทำได้ ติดแล้วจริงๆ ใช่มั้ย นี่เรื่องจริง ไม่ใช่ความฝัน

ไป ถึงสาธิตฟ้ายังไม่สางเลย มีคนมาดูอยู่ก่อนแล้ว เราไม่ได้มองใครเลย ดุ่มๆ ไปดูที่บอร์ด กวาดตามองหาพยัญชนะ อ.อ่าง ก่อนเลย (ที่นี่ประกาศผล เรียงตามพยัญชนะ) เดาว่าน่าจะอยู่แผ่นสุดท้าย เจอชื่อเพื่อนลูกก่อน แล้วก็เจอชื่อลูกอยู่บนบอร์ดจริงๆ เรียกกันมาดู นี่ไงๆๆ ถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วย จะเอามาให้เจ้าตัวดูที่บ้าน (ปรากฎว่าภาพเบลอ พ่อตื่นเต้น มือสั่น) นี่ถ้าได้มาดูด้วยตัวเอง เราคงกรี๊ดสนั่น เหมือนกับที่ครอบครัวเพื่อนลูกที่สอบติดเหมือนกันทำ
ใครติดและรู้จักกันต่างแสดงความยินดีให้กันและกัน ใบหน้ามีแต่รอยยิ้ม เพราะต่างก็รู้ดีว่า กว่าจะประสบความสำเร็จ เป็น
1 ใน 130 คนได้นี่ เส้นทางต้องฝ่าฟันอะไรมาบ้าง ..............

ส่วน คนที่ลูกสอบไม่ได้ ก็ซึมๆ จ๋อยๆ ถ้าเรารู้จักก็จะเข้าไปปลอบใจ เราเข้าใจถึงหัวอกนั้นดี ว่ารู้สึกอย่างไร
เราก็เพิ่งผ่านเส้นนั้นมาเมื่อไม่กี่นาที เรารู้ว่ามันบีบหัวใจแค่ไหน .... สาธิตไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของทุกครอบครัว
ยังมีโรงเรียนอื่นที่ดีๆ รออยู่ ชีวิตต้องเดินหน้าต่อไป

ขึ้น รถกลับบ้าน พร้อมกับอาการอึ้งๆ อยู่แป๊บนึง น้ำตาก็ไหลออกมา พร้อมกับพูดว่า ในที่สุดเราก็ทำได้ ทำได้แล้วจริงๆ มันเป็นน้ำตาแห่งความดีใจ ตื้นตัน มันยิ่งใหญ่มากสำหรับเรา เหมือนเราเป็นโค้ชทีมชาติ ปั้นนักกีฬาขึ้นมาคนหนึ่ง
ต้องหาจุดเด่นที่ต้องดัน และจุดด้อยที่ต้องเสริม ต้องจัดตารางฝึกฝน แต่พอถึงเวลาที่ลงแข่งกลับได้แต่ยืนเชียร์อยู่ข้างๆ คนที่สู้คือ เด็กน้อยต้องสู้ด้วยสมองกับสองมือน้อยๆ นั่น ทำอะไรไม่ได้ ถ้าลงไปสอบเองได้ลงไปแล้ว เราได้เรียนรู้ว่า การเป็นโค้ชที่ปั้นนักกีฬาแล้วประสบความสำเร็จนั้น ยากกว่าการเป็นนักกีฬาเองเสียอีก .................

กลับ ถึงบ้านฟ้าสว่างนานแล้ว เด็กน้อยยังไม่ตื่น พ่อ-แม่เข้าไปหอมแก้ม บอกข่าวดีว่า น้องอิงได้เป็นศิษย์สาธิตเกษตรแล้วนะลูก จากที่งัวเงีย ลืมตาทันที พร้อมกับอาการงงๆ เด็กก็คือเด็กล่ะเนอะ เค้าไม่รู้หรอกว่าทั้งครอบครัวดีใจแค่ไหน จากนั้น ก็มีเสียงโทรศัพท์ดังจากผู้ที่ทราบข่าว ต่างโทรมาแสดงความยินดี ส่วนใหญ่เป็นคุณครู, พ่อ-แม่ เพื่อนของลูกทั้งจากที่โรงเรียนและสำนักติว ส่วนเราโทรแจ้งข่าวดีให้กับญาติๆ สนิท และแน่นอนต้องมีญาติที่อัมพวาด้วย
สายๆ ก็พาคุณยายและเจ้าตัวไปเห็นชื่อตัวเองบนบอร์ดจริงๆ ไปซื้อของเล่นที่อยากได้ พาเที่ยว พากินให้หายแค้น

ชีวิตในรั้วกระพี้จั่นกำลังจะเริ่มจากนี้ไปอีก 12 ข้างหน้า ด้วยหวังว่าโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาแห่งนี้ จะช่วยกล่อมเกลาให้ลูกเป็นคนดี มีอนาคตทางการศึกษาที่สว่างสดใส
เพื่อนำเป็นใบเบิกทางสู่อาชีพที่ลูกอยากจะเป็นในอนาคต

ขอบคุณทุกท่านที่อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เราคิดอยู่นานแล้ว ว่าจะเรียบเรียงและเขียนประสบการณ์ครั้งนี้เก็บไว้ให้น้องอิงอ่านตอนโต และได้แรงบันดาลใจในการเขียนเรื่องราวนี้ จากแม่ๆ KUS ที่ทำสำเร็จมาก่อนหน้านี้ ขอเอ่ยนามดังนี้ค่ะ
แม่น้องกานต์
, แม่น้องวิน วิน, แม่ น้องนุ่น และคุณร่มไทรของลูก (คนนี้เราได้เทคนิคในการสอนลูกเยอะเลยค่ะ)
และอีกหลายท่านคงจะเอ่ยได้ไม่ครบทุกคน เราได้อ่านประสบการณ์ของแต่ละท่านว่ามีเทคนิคกันอย่างไร
สุดยอดทุกท่านค่ะ เวลาเราท้อๆ ก็หยิบขึ้นมาอ่าน ทำให้ฮึดสู้ขึ้นได้อีก จึงอยากจะรวบรวมและเขียนแชร์ประสบการณ์ของครอบครัวเราให้แม่ๆ รุ่นต่อไปได้อ่านกัน ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านค่ะ

More in this category: ติดต่อเรา »
back to top

Login or Register

Facebook user?

You can use your Facebook account to sign into our site.

fb iconLog in with Facebook

LOG IN