ตามติดชีวิตกระพี้จั่นต้นที่ 49....ตอนที่ 1

ในตอนต่อจากนี้ จะขอเล่าชีวิตเด็กน้อย ป.1 สาธิต เกษตร ว่ามีความสุขลั่ลล๊า ฮาเฮ เรียนยาก-ง่ายอย่างไร รวมถึงความประทับใจที่ได้สัมผัสมาเกือบๆ หนึ่งปีแรกค่ะ ขอบอกว่าเป็นความคิดเห็นส่วนตัวล้วนๆ โปรดใช้วิจารณญาณ
ในการอ่านนะคะ

ตั้งแต่ สอบได้เป็นศิษย์สาธิตเกษตรแล้ว ก็ยื่นเอกสารและกรอกแบบฟอร์มที่มีเยอะมากๆๆๆๆ ไม่เคยกรอกอะไรเยอะขนาดนี้มาก่อน และเป็นข้อมูลซ้ำๆ กันทั้งนั้น จากนั้นก็มีนัดให้ไปซื้อเครื่องแบบ, สมุด, เป้ม่วง, มีผ้าผืนเล็กๆ 2 ผืน,
ไม้หนีบผ้า, หัว เข็มขัด (ใหญ่ม๊าก นี่ถ้าไม่ใช่สาธิตเกษตร มีสิทธิ์เสียวสันหลังเวลาขึ้นรถเมล์ อาจจะโดนกลุ่มวัยรุ่น
เข้าใจผิดคิดว่าเป็นอาชีวะคู่อริก็เป็นได้) พอกลับบ้านมา (แม่) ก็มานั่งเห่อกับชุดนักเรียนที่เคยวาดฝันไว้ว่าลูกเรา
ใส่คงหล่อ ใส่ขึ้นหน้าดู ฮา... จับมาให้ลอง โอ้ววว ดูดีราศีจับ และรองเท้าเป็นไซส์ที่หาซื้อค่อนข้างยาก เพราะไซส์เล็กและต้องเป็นแบบผูกเท่านั้น งานแรกคือ หัดลิงผูกเชือกรองเท้า เป็นหน้าที่ของพ่อ ก็สอนกันอยู่
2-3 วัน พอผูกได้ก็โอเค จะได้ผูกเองไม่สะดุดหกล้มหน้าทิ่ม

จากนั้นก็มีการมอบตัว วันนั้นอาจารย์ใหญ่พูดบิ้วซะแม่น้ำตาแตกเลยค่ะ และให้ลูกมากราบที่ตักค่ะ (ใครสอบติดได้ด้วยตัวเอง จะเข้าใจ moment นั้นเลยค่ะ) จากนั้นก็นัดประชุมผู้ปกครอง อาจารย์ใหญ่กล่าว และตอบคำถามได้ดีมากค่ะ มีอยู่ประโยคหนึ่งเราจำได้ไม่ลืม ท่านบอกว่า โรงเรียนนี้สอนให้เด็กเป็นคนดีก่อน แล้วความเก่งค่อยตามมา
โดนใจมากค่ะ เราอยากให้ลูกเป็นคนดี ถ้าเรียนเก่งแล้วเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ปลื้มค่ะ

วันแรกของการไปโรงเรียน เป็นวันที่ตื่นเต้นทั้งครอบครัว และต้องตื่นเช้าด้วย โรงเรียนนี้เด็กๆ ต้องไปถึงโรงเรียน
ก่อน
07.30 น. ตอนแรกคิดว่าโรงเรียนใกล้บ้านมากกว่าเดิม คงจะสบาย เปล่าเลย ตื่นเช้ากว่าเดิมอีก... งืออ แต่ที่โรงเรียนมีเหตุผลค่ะ เพราะต้องการให้เด็กๆ มาก่อนเข้าแถวครึ่งชั่วโมง เพื่อจะได้นำการบ้านไปส่งที่โต๊ะอาจารย์,
เช็ดโต๊ะ,ล้างแก้วน้ำ, จด การบ้าน และคุยๆๆๆ กับเพื่อนๆ ก่อนเข้าแถวค่ะ ไม่เช่นนั้น หากมาแปดโมง พอเจอหน้าเพื่อน ก็จะคุยไม่หยุดค่ะ แต่มาก่อนก็คุยกันซะก่อนเลย จะได้เพลาๆ หน่อยเวลาเข้าแถว

ที่นี่จะฝึกให้เด็กๆ รับผิดชอบของๆ ตัวเอง และงานที่ต้องทำเองค่ะ แก้วน้ำก็ต้องล้างเอง ที่บอกว่าตอนซื้อของต่างๆ แอบเห็นผ้า 2 ผืน สีเขียวและสีม่วง มีไม้หนีบผ้าด้วย ก็งงว่าเอาไปทำอะไรกัน ก็ถึงบางอ้อ เมื่อลูกกลับมาเล่าให้ฟังว่ามีวิชางานบ้านด้วย อาจารย์สอนให้กวาดบ้าน และบิดผ้าขี้ริ้ว เพื่อเอาไปเช็ดโต๊ะ-เก้าอี้ของตัวเอง และเอาไม้หนีบยักษ์หนีบไว้กับขาโต๊ะเพื่อให้แห้ง เป็นวิชาฮาเฮมากค่ะ เด็กร้อยทั้งร้อยอยู่บ้านก็ไม่น่าจะต้องบิดผ้าขี้ริ้วเอง อาจารย์สอนและทำให้ดูและให้นักเรียนทำเองค่ะ บางคนเหมือนเอาผ้าไปชุบน้ำเปียกโชกแล้วมาละเลงบนโต๊ะค่ะ และบางคนไม่ยอมเอาผ้าไปหนีบแอบหมกทั้งที่เปียกๆ เอาไว้ใต้เก๊ะ พอวันรุ่งขึ้นก็เริ่มเหม็น สารพัดจะสรรหาวิธีกันมาค่ะ ยิ่งถ้าไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ก็เท่ากับสร้างปัญหาให้ตัวเองเท่านั้นค่ะ เด็กๆ จะเรียนรู้ไปเองว่าวิธีมักง่ายแบบนั้นไม่ช่วยอะไรเลย อย่างไรก็ต้องทำ สู้ตั้งใจทำเสียแต่แรกจะง่ายกว่า วิชานี้มีคะแนนเก็บตลอดนะคะ อาจารย์จะคอยสังเกตพฤติกรรม และแอบให้คะแนนอยู่ค่ะ

ใน 1 ปีการศึกษา ป.1 จะแบ่งสอบออกเป็น 4 ครั้ง แต่ละครั้งก็มีเกรดของแต่ละวิชามาให้ สอบครบทั้ง 4 ครั้ง แล้วค่อยรวมเป็นเกรดตลอดปีการศึกษาค่ะ หมายความว่าที่นี่จะสอบบ่อยกว่าโรงเรียนอื่น เด็กๆ ต้องตื่นตัวอยู่ตลอด ทบทวนบทเรียนอยู่ตลอด เราว่าดีนะคะ เด็กจะได้ไม่ลืม และมีการเก็บคะแนนยิบย่อย ทั้งในส่วนพฤติกรรมด้วยค่ะ
อันนี้ก็เห็นดีด้วย เพราะบางทีเด็กมีน้ำใจกับเพื่อนกับคุณครู ก็จะมีคะแนน (อาจารย์แอบให้นะคะ เด็กไม่รู้) หรือพฤติกรรมบางอย่างไม่ดี ก็โดนตัดคะแนนค่ะ เหมือนเป็นการปรับพฤติกรรมเด็กไปในตัว

เด็กๆ ทุกคนจะถูกเรียกด้วยชื่อจริง และมีคำว่าคุณนำหน้าชื่อทุกครั้งค่ะ และเด็กๆ ก็จะเรียกชื่อจริงเพื่อนๆ ด้วยเช่นกัน โชคดีมากของลูกชายที่ได้มาเรียนห้องนี้ ซึ่งมีอาจารย์ที่น่ารักทั้ง 2 ท่านคอยดูแล และอาจารย์ก็ตามสมัยมากค่ะ
มี
Facebook สำหรับห้องนี้โดยเฉพาะ เอาไว้ติดต่อสื่อสารอัพเดทกันวันต่อวันระหว่างอาจารย์และผู้ปกครอง
ส่วนผู้ปกครองเองก็ได้ทักทาย พูดคุยกันผ่าน
Facebook ด้วยเช่นกัน แรกๆ ตอนพักเที่ยงหลังทานข้าวเสร็จที่ออฟฟิศ แม่ไม่เป็นอันทำอะไรต้องเข้า FB เสมือนดูการถ่ายทอดสดลูกๆ ผ่านเฟสเลยค่ะ อาจารย์จะถ่ายภาพเด็กๆ
ว่าทำกิจกรรมอะไรกันบ้าง เมนูอาหารวันนี้มีอะไร
, ใครทำอะไรฮาๆ ก็มีให้ดูหมดค่ะ แม้กระทั่งไปทัศนศึกษานอกสถานที่
ตกเย็นอาจารย์ก็จะเอารูปเป็นสิบเป็นร้อยรูปลงให้ผู้ปกครองได้ดูกิจกรรมตลอด วันนั้นของลูกๆ เหมือนได้ไปด้วยเลย โชคดีจริงๆ ค่ะที่ได้อยู่ห้องนี้

อาจารย์เอาใจใส่เด็กแต่ละคนดีมาก ก่อนเข้ามาเรียนที่นี่ก็เคยได้ยินจากคนอื่นว่าอาจารย์ ป.1 - ป.2 ค่อนข้างมีอายุ
มีประสบการณ์และจิตวิทยาเด็กสูงมาก เป็นห่วงและรักเด็กๆ ตอนเราฟังก็อืมๆๆ เหรอๆๆ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจอะไรมาก จนมาเจอกับตัวเอง จริงอย่างที่คุณแม่ท่านนั้นเคยเล่าค่ะ อาจารย์จะคอยสังเกตพฤติกรรม
, สุขภาพ, การเรียน ฯลฯ ทุกอย่างของลูกเราเลยค่ะ ยิ่งช่วงที่ไม่สบายก็เป็นห่วง คอยบอกการบ้านว่าต้องทำหน้าไหน (โพสต์ใน FB) อาหาร
การกินทานได้เหมือนเพื่อนๆ มั้ย และสามารถอ่านลูกเราขาดค่ะ ตอนประชุมผู้ปกครองที่เรียกว่า
สนทนาศิษย์ลูก
ได้เข้าไปฟังและพบกับอาจารย์กล่าวถึงการเรียนการสอน และมีโอกาสได้ถามถึงลูกว่าอยู่ที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง อาจารย์สามารถบอกพฤติกรรมลูกเราได้ถูกเป๊ะทุกอย่างเลยค่ะ และต้องปรับอย่างไรบ้าง ทั้งๆ ที่เพิ่งเปิดเทอมไปได้
แค่ไม่กี่เดือน เชื่อแล้วค่ะว่าชั่วโมงบินสูงมากจริงๆ

ความ ประทับในส่วนของตัวโรงเรียนก็มีไม่น้อยค่ะ สถานที่ร่มรื่น กว้างขวาง ทำกิจกรรมได้หลากหลายมาก
ในตัวอาคารเองก็มีห้องกิจกรรมต่างๆ มากมาย เช่น ห้องศิลปะ (ตอนเลิกเรียน เด็กๆ ก็สามารถเข้าไปเล่นได้ค่ะ)
,
ห้องสมุด, ห้อง พยาบาล จะเปิดจนเย็นๆ เลยค่ะ เพราะบางทีเด็กเล่นกันที่สนามแล้วเกิดอุบัติเหตุ ก็มาปฐมพยาบาลกันที่ห้องพยาบาลได้เลยค่ะ แต่ถ้าใครเป็นมากจากอุบัติเหตุสามารถเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวิภาวดีได้ เลยค่ะ แค่แสดงบัตรนักเรียนสาธิตเกษตรก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่ะ

เรื่องอาหารการกินก็ดีค่ะ มีนมตราเกษตรให้ทาน 2 ครั้ง สาย-บ่าย อาหารกลางวันก็มีเมนูหลากหลาย วนเวียนสับเปลี่ยนกันไป มีทั้งที่เป็นกับข้าว และอาหารจานเดียว ตบท้ายด้วยขนมไทยๆ หรือผลไม้ค่ะ และที่ชอบมากที่สุดคือ
มีข้าวต้มเครื่องทุกวัน ทุกระดับชั้นค่ะ ทางโรงเรียนเตรียมไว้สำหรับเด็กที่ป่วย ทานอาหารหลักไม่ได้ ก็สามารถขอเป็นข้าวต้มได้ค่ะ โดยเฉพาะเด็กน้อย ป.
1-ป.2 ที่ ฟันแท้กำลังขึ้น ต้องเจอกับปัญหาฟันหลุด และเคี้ยวลำบาก ก็สามารถทานข้าวต้มแทนได้ค่ะ วันหนึ่งลูกชายกลับมาบ้าน พร้อมกับโชว์ฟันหลอให้ดู บอกว่ากำลังเคี้ยวข้าว จู่ๆ ฟันหน้า (ล่าง) ก็หลุดโพล๊ะใส่ถาดหลุม แล้วมีเลือดออก ก็เดินไปบอกอาจารย์ๆ ก็ให้ไปบ้วนปาก และไปขอข้าวต้มมาให้ค่ะ เด็กน้อยเลยได้ลิ้มรสข้าวต้มหมูของโรงเรียนเป็นครั้งแรก

อีกหนึ่งความประทับใจคือ ที่นี่จะสอนเด็กๆ แบบอ้อมๆ แต่ยั่งยืน มีหลายอย่างมากค่ะ ขอแบ่งดังนี้นะคะ

- การทำงานเป็นทีม ที่ห้องลูกจะแบ่งเด็กออกเป็นกลุ่มๆ ตามแถวที่นั่ง มี 5 แถวก็ 5 กลุ่ม และแต่ละกิจกรรมก็จะมีคะแนนให้ค่ะ เช่น แถวไหนนั่งเรียบร้อยก่อน ก็ได้ไปพักก่อน แถวไหนกลับจากห้องน้ำแล้วมานั่งที่ครบก่อนก็ได้คะแนนๆ จะลดหลั่นกันลงไปค่ะ เด็กๆ ก็จะร่วมมือร่วมใจกันเวลาจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่น จะคอยดูเพื่อนๆ
ว่ากลับมากันครบหรือยัง หรือใครยังอยู่ในห้องน้ำ ก็จะไปตาม และช่วยกันยกมือตอบคำถาม เพื่อให้ได้คะแนนกลุ่มเยอะ (อันนี้ก็ฝึกการกล้าแสดงออกไปในตัวด้วย) เด็กๆ ก็จะได้เรียนรู้ว่า เราไม่ได้อยู่ในสังคมแต่เพียงลำพัง เราต้องอยู่ร่วมกันกับคนอื่น เราต้องช่วยเหลือกัน เราต้องเคารพในกันและกัน ถ้าอยากได้คะแนนเยอะๆ เราต้องเป็นทีมเดียวกัน ถ้ากลุ่มใดได้คะแนนเยอะสุดก็จะได้ขนมเล็กๆ น้อยๆ เป็นรางวัลค่ะ

- คะแนน เดี่ยว ทุกครั้งหลังรับประทานอาหารกลางวันเสร็จ เด็กๆ จะต้องถือถาดหลุมไปให้อาจารย์ให้คะแนนค่ะ อันนี้ไม่มีสะสมคะแนนนะคะ แต่วัตถุประสงค์คือ ต้องการให้เด็กๆ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ไม่เขี่ย ไม่เลือกกินค่ะ อาจารย์ใหญ่กล่าวตอนประชุมผู้ปกครองว่า อยู่บ้านเด็กๆ คือ ราชา ใครไม่กินอะไร ก็ไม่มีใครว่า ทำให้ได้อาหาร
ไม่ครบหมู่ อาจจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย แต่ที่โรงเรียนจะให้คะแนนตรงนี้ ทำให้เด็กๆ รับประทานอาหารได้เยอะขึ้น
และเลือกอาหารน้อยลง และเมนูอาหารที่นี่ก็หลากหลายมากค่ะ บางอย่างเด็กๆ ไม่เคยทานแน่ๆ เช่น ห่อหมก แกงเผ็ด (ที่เผ็ดจิ๊ดเดียว)
, ส้มตำ ไก่ย่าง ยังมีเลยค่ะ

- กล้า แสดงออก เด็กๆ จะได้ถือไมค์ออกไปพูดหน้าชั้นเรียน ตั้งแต่เริ่มเรียนแรกๆ เลยค่ะ เช่น แนะนำตัวเอง ออกไปพูดถึงความประทับใจในหัวข้อต่างๆ แม้กระทั่งอวยพรปีใหม่เพื่อนๆ ในชั้นเรียน แรกๆ ก็เขิน (แต่ไม่ใช่ลูกเรา)
หลังๆ ก็เริ่มชิน จึงไม่น่าสงสัยว่าทำไมเด็กที่จบจากสาธิตจะเป็นเด็กที่กล้าแสดงออก เค้าฝึกกันตั้งแต่ ป.
1 เลยค่ะ

- จิต อาสา อันนี้ดีมากเลยค่ะ เป็นสมุดเล่มเล็กๆ มาให้ ชื่อว่าบริการสังคม เด็กๆ จะถูกปลูกฝังจิตสำนึกที่ได้ช่วยสังคม ช่วยผู้อื่นโดยที่ไม่หวังสิ่งตอบแทน ทำด้วยใจจริงๆ ค่ะ เด็กๆ จะต้องเก็บเวลาในการทำกิจกรรมต่างๆ บันทึกลงในสมุดเล่มนี้ค่ะ เช่น กวาดสนามเด็กเล่น, ช่วยแจกสมุดให้เพื่อนๆ ในห้อง, ช่วย เก็บจาน-ชามในโรงอาหาร (ที่ผู้อื่นลืมเก็บ) และอื่นๆ กิจกรรมนี้จะช่วยปลูกฝังให้เด็กมีจิตใจที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ นึกถึงผู้อื่น ได้เป็นผู้ให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน สังคมเราจะได้เป็นสังคมที่ดีที่น่าอยู่ค่ะ

- ขายขยะ ที่โรงเรียนจะมีถังขยะที่แยกขยะเพื่อนำมารีไซเคิลได้อยู่หลายจุดค่ะ แต่กิจกรรมนี้จะให้เด็กๆ แยกขยะ
จากที่บ้าน และนำมาขายที่โรงเรียนค่ะ จากเดิมที่ลูกไม่เคยเห็นคุณค่าของกล่องนมที่ดื่มอยู่ทุกวัน ก็เริ่มนำกล่องนม
มาตัด ล้างน้ำเปล่า (จะได้ไม่เหม็นบูด) แล้วทับให้แบนๆ เก็บสะสมเอาไว้ที่บ้าน และนำไปขายที่โรงเรียนค่ะ มีทั้งกระดาษลัง
, หนังสือพิมพ์, พลาสติก, แก้ว และโลหะ ปลูกจิตสำนึกรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อมค่ะ เงินที่ขายได้ก็จะนำไปทำการกุศล และแบ่งบางส่วนมาซื้อขนมเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กๆ ที่ร่วมด้วยช่วยกันเอาขยะมารีไซเคิลค่ะ

- กิจกรรมรักการอ่าน จะมีสมุดเล่มเล็กๆ อีกเล่มหนึ่งค่ะ ชื่อว่าทักษะค้นคว้า คือจะให้เด็กๆ บันทึกชื่อหนังสือ
รายละเอียดในหนังสือ ลงในสมุดเล่มนี้ค่ะ เด็กๆ จะได้ยืมหนังสือที่ห้องสมุดก็ได้ (หนังสือในห้องสมุดน่าอ่านมากค่ะ หลากหลาย บางเล่มไม่เคยเห็นตามร้านหนังสือเลยค่ะ) หรือจะอ่านหนังสือที่บ้านก็ได้ แล้วนำมาบันทึกในสมุดค่ะ
จะฝึกให้เด็กๆ รักการอ่าน สนใจที่จะค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือค่ะ

- จริงๆ มีอีกมากมายเลยค่ะ ที่สอนเด็กๆ ทางอ้อม แต่ได้ผลค่ะ ขอยกตัวอย่างอีกสักหน่อย เช่น

- บางวันก็มีพระมาสอนหนังสือ, ศีล 5, พระเวสสันดร ฯลฯ

- บางวันก็มีขอบคุณคุณตำรวจจิตอาสาที่มาช่วยโบกรถหน้าโรงเรียนตอนเช้าๆ ที่การจราจรหนาแน่น ช่วยอำนวยความสะดวก และความปลอดภัยให้ทุกคน เด็กๆ ควรจะได้ขอบคุณผู้ที่ทำประโยชน์แก่เรา เมื่อเป็นผู้รับมาแล้ว ควรจะเป็น
ผู้ให้ (คำขอบคุณ) ด้วยเช่นกัน อย่างน้อยๆ ก็เป็นกำลังใจให้คนที่เขาทำดีกับเรา เขาจะได้มีแรงใจที่จะทำดีต่อไปค่ะ

- ช่วง แรกๆ จะมีการเลือกหัวหน้าห้อง วิธีการของห้องนี้คือ ใครสนใจจะสมัครเป็นหัวหน้า ให้ออกมายืนหน้าห้อง เมื่อได้ผู้สมัครแล้ว ก็จะลงคะแนนด้วยหลักประชาธิปไตย โดยการให้เด็กๆ ที่เหลือไปยืนต่อหลังคนที่ลงสมัคร รักใครชอบใครก็ไปต่อหลังคนนั้น ถ้าใครแถวยาวที่สุด ก็จะได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าห้องทั้งฝ่ายหญิง และฝ่ายชาย (เลือกทั้งหญิง และชาย) เด็กๆ จะได้เรียนรู้ถึงบทบาทผู้นำ และผู้ตาม และยอมรับผลการคัดเลือกแบบประชาธิปไตย

คุณลูกไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้งสักครั้ง บอกว่า
การเป็นหัวหน้า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ นะแม่...เอิ่มม ท่าทางคงจะยากมาก เธอยังชอบบทบาทผู้ตามอยู่ค่ะ

เอาไว้ตอนหน้าจะพูดถึงเรื่องการเรียนการสอน และต่อด้วยเรื่องกิจกรรมใหญ่ยักษ์ทั้งหลายค่ะ
แต่ละกิจกรรมไม่ธรรมดาจริงๆ ค่ะ

ป.ล. กิจกรรมย่อยบางอย่าง แต่ละห้องมีวิธีไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะคะ ขึ้นอยู่กับอาจารย์ประจำชั้นค่ะ
แต่ถ้าเป็นกิจกรรมหลัก เด็กๆ ทุกห้องจะทำร่วมกันค่ะ ที่เขียนไว้ด้านบนเป็นประสบการณ์จากห้องของลูกชายเราคะ

Rate this item
(1 Vote)
back to top

Login or Register

Facebook user?

You can use your Facebook account to sign into our site.

fb iconLog in with Facebook

LOG IN